[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by KMOBECMAXSITE 1.2.1


ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
เรื่อง : ชื่องานวิจัยในชั้นเรียน
ความรู้จากการปฏิบัติงาน



 

 
 
ชื่องานวิจัยในชั้นเรียน
 
การปรับพฤติกรรมการเรียนในชั้นเรียนและการส่งงาน
 
 
 

ชื่อผู้วิจัย 
นางสาววลัยพันธ์  แสงภู
 
 
 
 
 

โรงเรียนบ้านดอนไผ่ (อุดม-สอางค์  อุ่นสุวรรณ)
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ภาคการศึกษาที่ 1   ปีการศึกษา  2558
 

กิตติกรรมประกาศ
 
  รายงานการวิจัยฉบับนี้จะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี  ผู้วิจัยขอขอบพระคุณ นางสาวกาญจนา  สิริวงศาวรรธน์  ท่านผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดอนไผ่ (อุดม-สอางค์  อุ่นสุวรรณ) นางอุษา  กอสกุลธรรม รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทุกคน  บางคนอาจจะดื้อรั้น ขาดความรับผิดชอบ คำนึงถึงแต่เหตุผลของตนเอง ด้วยอารมณ์ของวัยรุ่น แต่เมื่อทำการปรับพฤติกรรม ก็ยังคงให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี  และมีส่วนร่วมในชั้นเรียนอย่างสม่ำเสมอ  และขอบคุณเพื่อนร่วมงานที่คอยให้กำลังใจ ให้คำปรึกษาตลอดมา
 

        ผู้วิจัย
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ชื่อเรื่อง การปรับพฤติกรรมการเรียนในชั้นเรียนและการส่งงาน
ผู้วิจัย    นางสาววลัยพันธ์  แสงภู       ตำแหน่ง ครู คศ.1
ระยะเวลา  เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2558 ถึง เดือนกันยายน พ.ศ. 2558
               ภาคการศึกษา 1  ปีการศึกษา 2558
 
บทคัดย่อ
 
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ เพื่อปรับพฤติกรรมการเรียนและการส่งงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 รายวิชาสังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม และเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภายหลังการปรับพฤติกรรม      การเรียนและการส่งงาน  ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในภาคเรียนที่ 1/2558 จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบทดสอบก่อนการเรียน(pre-test)และแบบทดสอบหลังการเรียน (post-test) แบบ 2 คำตอบ คือ ถูกและผิด จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แค่ ร้อยละ ผลการวิจัยมีดังนี้
ผู้วิจัยได้สังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนในช่วงสัปดาห์ที่ 1-4 พบว่ามีพฤติกรรมการเข้าชั้นเรียนสาย ขาดเรียนบ่อย ไม่ตั้งใจเรียน พูดคุยกันเอง  โดยไม่สนใจฟัง และจดบันทึกเนื้อหาที่ครูสอน จากการทดสอบก่อนการเรียน (pre-test) พบว่า คะแนนส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง(5-6 คะแนน) ร้อยละ 50 และ 15.38 ตามลำดับ แสดงให้เห็นถึงพื้นความรู้ก่อน       การเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 รายวิชาสังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม อยู่ในระดับปานกลาง ภายหลังจากการปรับพฤติกรรมการเรียนในชั้นเรียนและการส่งงานแล้ว ได้ทำการทดสอบหลังการเรียน (post-test) พบว่า คะแนนส่วนใหญ่อยู่ในระดับดี (7-8 คะแนน) ร้อยละ 23.07 และ 30.76 ตามลำดับ  เมื่อเปรียบเทียบผลคะแนนทดสอบก่อนการเรียน (Pre-test) และคะแนนทดสอบหลังการเรียน (post-test) แสดงให้เห็นว่าหลังจากปรับพฤติกรรมในชั้นเรียน จะส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนดีขึ้น
 
 
 
 
 
 
 
สารบัญ
 
             หน้า
กิตติกรรมประกาศ        (2)
บทคัดย่อ         (3)
สารบัญ         (4)
สารบัญตาราง (5)
บทที่ 1  บทนำ
 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา     7
 วัตถุประสงค์ของการวิจัย      7
 ขอบเขตในการศึกษา       7
 คำจำกัดความที่ใช้ในการวิจัย/นิยามศัพท์เฉพาะ    7
 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ      7
บทที่ 2   แนวคิด  ทฤษฎี  และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
 แนวคิดการปรับพฤติกรรมในชั้นเรียน     8
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง       9
กรอบแนวคิดในการศึกษา      9
บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย
 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง      11
เครื่องมือที่ใช้        11
 ขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือ      12
  การเก็บรวบรวมข้อมูล       12
  การวิเคราะห์ข้อมูล       12
 สถิติที่ใช้ในการวิจัย       12
บทที่ 4  ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล       13
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
สรุปผลการวิจัย        15
อภิปรายผล         15
ข้อเสนอแนะ        15
 
สารบัญตาราง
 
ตารางที่            หน้า
ตารางที่ 1  ค่าเฉลี่ยคะแนนทดสอบก่อนการเรียน (Pre-test)   6
ตารางที่ 2  ค่าเฉลี่ยคะแนนทดสอบหลังการเรียน(post-test)   6
 
 
บทที่ 1
บทนำ
 
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
ปัจจุบันการจัดการเรียนการสอน ผู้จะต้องมีความสนในเนื้อหาวิชาในชั่วโมงเรียน และศึกษาค้นคว้าจากแหล่งการเรียนรู้ที่อื่น ๆ เช่น ห้องสมุด จากการค้นคว้าทางระบบInternet  สื่อ อื่น ๆ ปรากฏว่านักเรียนไม่สนใจที่จะที่จะเรียนในชั่วโมงเรียน และไม่จดบันทึกการเรียนการสอน และไม่สนใจที่จะอ่านหนังสือเพิ่มเติม  นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมขาดความรับผิดชอบในการส่งรายงาน การบ้านและงานที่ได้มอบหมายอีกด้วย  ส่งผลให้ผลการเรียนของนักเรียน ต่ำลงเรื่อยๆ  ดังนั้นผู้วิจัยจึงมุ่งที่จะทำการปรับพฤติกรรมในชั้นเรียน และศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจากที่ได้ทำการปรับพฤติกรรมการเรียนในชั้นเรียนว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่
 
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อปรับพฤติกรรมการเรียนและการส่งงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
 2. เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภายหลังการปรับพฤติกรรมการเรียนและการส่งงาน
 
ขอบเขตของการวิจัย
  1) ขอบเขตเนื้อหา
 เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า  เป็นบทเรียนในรายวิชาสังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม  โดยแบ่งเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงที่ 1  บทที่ 1-2   ช่วงที่ 2  บทที่ 3-4  และช่วงที่ 3 บทที่ 5
     2) ขอบเขตประชากร
            นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา  ปีที่ 3 ในภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา 2558 จำนวน  11 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 
 
คำจำกัดความที่ใช้ในการวิจัย/นิยามศัพท์เฉพาะ
การปรับพฤติกรรม   คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมระหว่างการเรียนในชั้นเรียนต่างๆ
 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  หมายถึง  ผลการทดสอบหลังการเรียน ภายหลังการปรับพฤติกรรม
 
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. ได้วิธีการสอนเพื่อปรับพฤติกรรมผู้เรียน
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนดีขึ้น
 
บทที่ 2
แนวคิด  ทฤษฎี  และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
 
1) แนวคิด  ทฤษฎี 
1.1 การปรับพฤติกรรมในชั้นเรียน 
 ประเทือง ภูมิภัทราคม (2540) อ้างถึงในขวัญเฉลิม ตันประเสริฐ (2553 : online)  ได้อธิบายว่า “การปรับพฤติกรรม หมายถึง การประยุกต์หลักการพฤติกรรมหรือหลักการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขพฤติกรรมโดยเน้นที่พฤติกรรมที่สามารถสังเกตเห็นได้หรือวัดได้เป็นสำคัญ และมีความเชื่อพื้นฐานว่าพฤติกรรมปกติและไม่ปกติพัฒนามาจากหลักการเรียนรู้” วิธีการปรับพฤติกรรม สามารถกระทำได้หลากหลายวิธี  ซึ่งสามารถเลือกใช้วิธีการให้เหมาะสมกับผู้เรียนหรือกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการปรับพฤติกรรม  โดยทั่วไปนิยมใช้ 5 วิธี ดังนี้
1.1.1 แรงเสริมเชิงบวก (Positive Reinforcement) เป็นวิธีการที่เสริมแรงเพื่อให้ผู้เรียนแสดงพฤติกรรมที่ต้องการออกมาอย่างสม่ำเสมอ  เช่น การชมเชยเมื่อตอบคำถามได้ถูกต้อง เป็นต้น
1.1.2 แรงเสริมเชิงลบ (Negative Reinforcement) เป็นวิธีการที่เสริมแรงในทางลบ เพื่อให้ผู้เรียนแสดงพฤติกรรมที่ต้องการออกมา  โดยการหลีกเลี่ยงการกระทำอีกสิ่งหนึ่ง  เช่น กำหนดแบบฝึกหัด 2 ส่วน  ให้ผู้เรียนเลือกทำเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น  แต่ถ้าผู้เรียนคนใดเลือกทำทั้ง 2 ส่วน จะมีคะแนนพิเศษให้ เป็นต้น
1.1.3 การหยุดยั้ง (Extinction) เป็นวิธีการที่ผู้สอนงดการให้รางวัล คำชมเชยต่อพฤติกรรมในชั้นเรียนที่ไม่พึงประสงค์  และใช้วิธีเสริมแรงเชิงบวกควบคู่ไปด้วย  แต่วิธีการนี้เหมาะสำหรับพฤติกรรมที่ไม่รุนแรง เช่น การคุยในชั้นเรียน  ผู้สอนจะทำการเพิกเฉยต่อพฤติกรรมดังกล่าว แต่เมื่อผู้เรียนที่คุยในชั้นเรียนสามารถตอบคำถามถูกต้อง ก็ให้คำชมเชยหรือรางวัล เป็นต้น
1.1.4 การทำสัญญากับผู้เรียน (Behavioral contract) เป็นวิธีการผู้สอนทำสัญญากับผู้เรียน เช่น หากผู้เรียนจดบันทึกการบรรยายในสมุดและส่งท้ายชั่วโมงครบทุกสัปดาห์ จะได้รับคะแนนจิตพิสัย 5 คะแนน เป็นต้น
1.1.5 การลงโทษ (Punishment) เป็นวิธีการที่ผู้สอนพยายามขจัดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในชั้นเรียนออกไป โดยการตำหนิ หักคะแนน หรือการลงโทษทางกาย เช่น เมื่อผู้เรียนขาดเรียนในสัปดาห์ใด จะต้องเขียนสรุปบทเรียนของสัปดาห์นั้นๆด้วยลายมือลงในกระดาษ A4 จำนวน 1 แผ่น เป็นต้น
1.2 ลักษณะของการปรับพฤติกรรม
สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต (2541) อ้างถึงในวรรณี เจตจำนงนุช (2553:0nline) ได้อธิบายเกี่ยวกับลักษณะสำคัญของการปรับพฤติกรรมไว้ดังนี้
1.2.1 มุ่งที่พฤติกรรมโดยตรง โดยที่พฤติกรรมนั้นต้องสังเกตเห็นได้ และวัดได้ตรงกันด้วยเครื่องมือที่เป็นวัตถุวิสัย ไม่ว่าการตอบสนองนั้นเป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม
1.2.2 ไม่ใช้คำที่เป็นการตีตรา นอกจากจะมีความหมายกว้าง ไม่มีความชัดเจน ยากต่อการสังเกตให้ตรงกัน และยากต่อการจัดโปรแกรมการปรับพฤติกรรมให้บรรลุเป้าหมายได้ การตีตราอาจทำให้เด็กหรือผู้ปกครองเกิดความอับอายแล้วจะส่งผลให้เด็กเลือกแสดงพฤติกรรมตามที่ถูกตีตราได้
1.2.3 พฤติกรรมไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมที่ปกติหรืออปกติ ก็ตาม ย่อมเกิดจากการเรียนรู้ในอดีตทั้งสิ้น ดังนั้นพฤติกรรมเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยกระบวนการเรียนรู้
1.2.4 การปรับพฤติกรรมจะเน้นสภาพ และเวลาในปัจจุบันเท่านั้น เมื่อวิเคราะห์ได้ว่าสิ่งเร้าและผลกรรมใดที่ทำให้พฤติกรรมนั้นเกิดบ่อยหรือลดลงในสภาพปัจจุบัน ก็สามารถปรับสิ่งเร้าและผลกรรมให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อทำให้พฤติกรรมดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไปตามเป้าหมายที่ต้องการ
1.2.5 การปรับพฤติกรรมนั้นจะเน้นวิธีการทางบวกมากกว่าวิธีการลงโทษ เนื่องจากเป้าหมายของการปรับพฤติกรรมเน้นการเพิ่มพฤติกรรมที่พึงประสงค์ จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการทางบวก เพราะเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพ ทั้งยังได้ก่อให้เกิดปัญหาทางอารมณ์น้อยกว่าวิธีการลงโทษ
1.2.6 วิธีการปรับพฤติกรรมนั้น สามารถใช้ได้อย่างเหมาะสมตามลักษณะของปัญหาแต่ละบุคคล เพราะคนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ดังนั้นในการดำเนินการปรับพฤติกรรมจึงต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลด้วย
1.2.7 วิธีการปรับพฤติกรรมเป็นวิธีการที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่า มีประสิทธิภาพและได้ผลโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์
 
2) งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
2.1 สุรกิจ คำวงศ์ปีน (2552) ได้ทำการวิจัยในชั้นเรียน เรื่องพฤติกรรมการเรียนนักเรียน  ในภาคการศึกษาที่ 2/2551 พบว่านักศึกษามีพฤติกรรมไม่เข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ ขาดการส่งงานหรือส่งงานไม่ครบตามที่ได้รับมอบหมาย  ไม่ได้ทำแบบฝึกหัดด้วยตนเอง ไม่ใส่ใจในการทำแบบฝึกหัด  โดยในภาพรวมพฤติกรรมต่างๆเกิดจากการไม่เข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ และทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน อยู่ในระดับต่ำ
 2.2 อารยา อินจันทร์ (2548) ได้ทำการวิจัยในชั้นเรียน เรื่องการปรับพฤติกรรมการขาดความรับผิดชอบของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนประชาบดี จังหวัดนนทบุรี ด้วยการสอนแบบร่วมแรงร่วมใจ พบว่า ภายหลังการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความรับผิดชอบในการเรียนการสอนแบบร่วมแรงร่วมใจและการปรับพฤติกรรมแบบยอมรับพฤติกรรมของผู้เรียนนั้น ผู้เรียนขาดความรับผิดชอบไม่ส่งงานตามกำหนดลดลง คิดเป็นร้อยละ 12.97% ในบางกรณี บางรายที่ไม่พัฒนาขึ้นพบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากผู้เรียนมีภาระงานทางครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบมาก ทำให้ไม่สามารถจัดการภาระงานที่ผู้สอนมอบหมายได้ทันตามกำหนดจำนวน 1 ราย ผู้สอนจึงใช้การยอมรับพฤติกรรมนั้นๆและให้ผู้เรียนเสนอเงื่อนไขร่วมกับครูผู้สอนโดยตกลงกันว่าให้ผู้เรียนส่งงานช้ากว่ากำหนดได้ 1 วันเป็นกรณีพิเศษ
 
กรอบแนวคิด
 
บทที่ 3
วิธีดำเนินการวิจัย
การศึกษาวิจัยเรื่องการปรับพฤติกรรมในชั้นเรียนและการส่งงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา  ศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนบ้านดอนไผ่ (อุดม-สอางค์  อุ่นสุวรรณ) ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ โดยดำเนินการตามลำดับขั้นดังนี้
• ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
• เครื่องมือที่ใช้
• ขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือ
• การเก็บรวบรวมข้อมูล
• การวิเคราะห์ข้อมูล
• สถิติที่ใช้ในการวิจัย
 
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ในภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา 2558 จำนวน  11 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 
 
เครื่องมือที่ใช้
1. แบบทดสอบก่อนการเรียน (pre-test)  ชนิด 2 คำตอบ คือถูกและผิด จำนวน 10 ข้อ
 2. แบบทดสอบหลังการเรียน  (post-test) ชนิด 4 คำตอบ คือถูกและผิด จำนวน 10 ข้อ
โดยแบ่งค่าระดับคะแนนออกเป็น 5 ระดับ คือ ดีมาก ดี  ปานกลาง พอใช้และไม่ดี ดังนี้ 
9-10 คะแนน   หมายถึง  การเรียนอยู่ในระดับ “ดีมาก”
   7-8  คะแนน หมายถึง  การเรียนอยู่ในระดับ  “ดี”  
5-6  คะแนน หมายถึง    การเรียนอยู่ในระดับ  “ปานกลาง”   
3-4  คะแนน    หมายถึง การเรียนอยู่ในระดับ   “พอใช้”   
1-2  คะแนน    หมายถึง การเรียนอยู่ในระดับ   “ไม่ดี”  
  3. ใบบันทึกพฤติกรรมการเข้าชั้นเรียนและการส่งงาน
 
 
 

ขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือ
 เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลในการทำวิจัยครั้งนี้ คือ แบบทดสอบก่อนการเรียนและแบบทดสอบหลังการเรียน  ซึ่งแบบทดสอบจะนำมาจากเนื้อหาที่ได้บรรยายในชั้นเรียน และงานที่มอบหมาย โดยมีขั้นตอน ดังนี้
1. กำหนดเนื้อหาแบบทดสอบก่อนการเรียนและหลังการเรียน
2. สร้างแบบทดสอบ
3. นำแบบทดสอบไปให้ผู้เชี่ยวชาญทดลองทำ
4. ประเมินผลการทดลอง และนำไปปรับปรุงแบบทดสอบ
5. ทำการทดสอบ
 
การเก็บรวบรวมข้อมูล
 1. คะแนนจากแบบทดสอบก่อนการเรียน (pre-test) 
 2. คะแนนจากแบบทดสอบหลังการเรียน (post-test)
 3. สังเกตพฤติกรรมในชั้นเรียน เช่น การเข้าเรียน  การส่งงาน เป็นต้น
 
การวิเคราะห์ข้อมูล
 1) วิเคราะห์ผลคะแนนการทำแบบทดสอบก่อนเรียน (pre-test) และผลคะแนนการทำแบบทดสอบหลังการเรียน (post-test) แล้วนำผลคะแนนมาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์
 2) สังเกตพฤติกรรม
 3) บันทึกการส่งงาน
 
สถิติที่ใช้ในการวิจัย
 ใช้ค่าสถิติร้อยละ
 
 
บทที่ 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
 
  ในการวิจัยครั้งนี้  ผู้วิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้แบบทดสอบก่อนการเรียน และแบบทดสอบหลังการเรียน  ได้ผลการวิเคราะห์ ดังนี้
ตารางที่ 1 ค่าเฉลี่ยคะแนนทดสอบก่อนการเรียน (Pre-test)
 
คะแนน pre-test จำนวน (คน) ร้อยละ
5 4 50
6 4 15.38
7 3 11.54
 
 จากตารางที่ 1  จะเห็นได้ว่าคะแนนทดสอบก่อนการเรียนส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง(5-6 คะแนน) ร้อยละ 50 และ 15.38 ตามลำดับ แสดงให้เห็นถึงพื้นความรู้ก่อนการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับปานกลาง
 
ตารางที่ 2  ค่าเฉลี่ยคะแนนทดสอบหลังการเรียน(post-test)
 
คะแนน post-test จำนวน (คน) ร้อยละ
5 3 15.38
7 4 23.07
8 6 30.76
9 2 7.69
 
 
 

จากตารางที่ 2  จะเห็นได้ว่าคะแนนทดสอบหลังการเรียนส่วนใหญ่อยู่ในระดับดี (7-8 คะแนน) ร้อยละ 23.07 และ 30.76 ตามลำดับ  เมื่อเปรียบเทียบผลคะแนนทดสอบก่อนการเรียน (Pre-test) (ตารางที่ 1)  และคะแนนทดสอบหลังการเรียน (post-test) (ตารางที่ 2) แสดงให้เห็นว่าหลังจากปรับพฤติกรรมในชั้นเรียน จะส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนดีขึ้น
 
บทที่ 5
สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
 
สรุปผลการวิจัย
จากการสังเกตพฤติกรรมในชั้นเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ในช่วงสัปดาห์ที่ 1-4 พบปัญหา ดังนี้
1) ไม่ใส่ใจเรียน ไม่มีจดบันทึกเนื้อหาความรู้
2) พูดคุยในชั้นเรียน
3) ไม่ส่งงานหรือบางคนส่งไม่ตรงเวลา
4) มาเรียนสายหรือขาดเรียน
 ผู้วิจัยได้เริ่มทำการปรับพฤติกรรมในชั้นเรียน ตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ 5 เป็นต้นไป โดยใช้วิธีการปรับพฤติกรรม 2 วิธี คือ วิธีการเสริมแรงเชิงบวก(Positive Reinforcement) หลังจากการฟังเนื้อหาความรู้แล้ว จะเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ถาม-ตอบเนื้อหาที่มีข้อสงสัย ซึ่งกรณีที่นักเรียนคนใดสามารถตอบคำถามได้ถูกต้องตามเนื้อหา จะบวกคะแนนเพิ่มให้ 1 คะแนน/คำถาม  และการทำสัญญากับผู้เรียน โดยกำหนดให้นักเรียนจดบันทึกสรุปในสมุด และส่งท้ายชั่วโมงทุกสัปดาห์  รวมถึงการสั่งการบ้าน โดยให้ทำใส่ในสมุด เขียนด้วยลายมือ ส่งก่อนเข้าเรียนในสัปดาห์ถัดไป  พบว่านักเรียนมีความตั้งใจและใส่ใจการเรียนมากขึ้น  พูดคุยและเล่นในชั้นเรียนน้อยลง  เข้าชั้นเรียนเร็วขึ้น  แต่ยังคงมีนักเรียน จำนวน 2 คน ที่ไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการเข้าชั้นเรียนสาย  ซึ่งจากการสังเกตพฤติกรรมและการพูดคุยเป็นการส่วนตัว ผลปรากฏว่านักเรียนคนดังกล่าวพักอาศัยอยู่กับพี่สาว  ส่วนบิดามารดาอยู่เลิกกัน นักเรียนคนดังกล่าวจำเป็นต้องช่วยหารายได้ โดยการทำงานโต๊ะจีน คือการทำงานจะเลิกดึกประกอบกับกลับมีระยะเดินทางไกลถึงบ้านเป็นเวลาดึกมาก จึงทำให้ตื่นมาเรียนสาย  นอกจากนี้พฤติกรรมส่วนตัว จากการสังเกตพบว่านักเรียนคนดังกล่าวเป็นคนติดเพื่อน  ไม่ค่อยสนใจระเบียบวินัย  จึงไม่สนใจเกี่ยวกับการเข้าเรียน หรือเห็นความสำคัญของการเข้าชั้นเรียนน้อย  ซึ่งในการทำแบบทดสอบก็สามารถทำคะแนนได้ดีกว่าคนที่เข้าชั้นเรียน แต่ผลการเรียนปลายภาคอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากขาดการส่งงานหลายชิ้น  ส่วนอีก 1 คน พบว่า มีภาระและปัญหาส่วนตัวทางบ้าน มีปัญหาเรื่องชู้สาว ติดเพื่อนทำให้ขาดแรงจูงใจในการมาเรียน  
 
 
 
 
 
อภิปรายผลการวิจัย
 จากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมที่ไม่ใส่ใจการเรียน  ไม่ตระหนักถึงความสำคัญในการศึกษาเท่าที่ควร  ประกอบกับมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาดึงดูดความสนใจของนักเรียน เช่น มือถือ  ไอโฟน  ไอแพด รวมถึงสังคมออนไลน์ เช่น facebook เป็นต้น และการสนทนาผ่านมือถือ ทำให้นักเรียนมุ่งไปที่สิ่งดังกล่าวมากกว่าการเรียน  โดยเห็นว่าการเรียนการสอนในชั้นเรียนสามารถไปอ่านหนังสือด้วยตนเองได้  ทำให้เรียนรู้เนื้อหาไม่ครบถ้วนตามตัวชี้วัด ผู้สอนจึงจำเป็นต้องหาวิธีการเพื่อปรับพฤติกรรมผู้เรียน และดึงดูดให้ผู้เรียนสนใจมากขึ้น
 
ข้อเสนอแนะจากการวิจัย
 วิธีการสอน  สื่อที่ใช้ในการสอน จำเป็นต้องนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่อยู่ในความสนใจของผู้เรียนเข้ามาใช้ด้วย เช่น การจัดทำหน้าเพจกรุ๊ปใน facebook เพื่อใช้สำหรับการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมทั้งการตั้งประเด็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาเพื่อให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการอภิปราย เป็นต้น
 
บรรณานุกรม
ขวัญเฉลิม ตันประเสริฐ.(2553).การปรับพฤติกรรมในชั้นเรียน[online] สืบค้นเมื่อ 10 ตุลาคม 2554
           จาก http://www.gotoknow.org/blogs/posts/395511
สุรกิจ  วงศ์คำปิน.(2552).พฤติกรรมการเรียนของนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจที่ลงทะเบียนเรียนใน
 รายวิชา 52-207 หลักการบัญชีเบื้องต้น ในภาคการศึกษาที่ 2/2551 [online] สืบค้นเมื่อ        
          5 กันยายน 2554 จากww.ba.northcm.ac.th/acca.pdf
อารยา อินทร์จันทร์.(2548).การปรับพฤติกรรมการขาดความรับผิดชอบของนักศึกษาชั้น ปวส. 2
         แผนกวิชาการตลาด วิทยาลัยเทคนิคชัยภูมิโดยการสอนแบบร่วมแรงร่วมใจ [Online] สืบค้นเมื่อ 
         5 กันยายน 2554 จาก http://cdn.learners.in.th/assets/ media/files/000/060/877/
         original_CAR4.pdf?1285552221
 
 


ผู้เขียน : วลัยพันธ์
หน่วยงาน :
พุธ ที่ 13 เดือน กรกฏาคม พ.ศ.2559
เข้าชม : 1526
4 stars เฉลี่ย : 4 จาก 29 ครั้ง.


ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 5 อันดับล่าสุด

      บทความงานวิจัย อ.อนุชา ผลอิน 25 / ก.ค. / 2560
      ชื่องานวิจัยในชั้นเรียน 13 / ก.ค. / 2559
      งานวิจัย 13 / ก.ค. / 2559
      การประเมินโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนวัดป้อมวิเชียรโชติการาม 14 / มี.ค. / 2559
      ค่ายส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน แบบ \\\"ขายตรงถึงข้างใน : Direct sell TO Heart\\\" ณ ค่ายโรงเรียนวัดยกกระบัตร 28 / มิ.ย. / 2554


เชิญร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยสมัครเป็นสมาชิกของศูนย์จัดการความรู้
สิทธิของสมาชิก สามารถบันทึกขุมความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และดาวน์โหลดได้
คลิกที่นี่สมัครสมาชิก
    
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร
2/3 หมู่ 8 ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000
โทร 0-3482-6255 แฟกซ์ 0-3482-6253
e-mail : kittik_milk@hotmail.com , kittik_milki@yahoo.com